ปารีส: โดดเดี่ยวแต่ไม่เดียวดาย
posted on 19 Oct 2009 13:56 by sticazzi in Travelเมื่อวันศุกร์ได้ควงแก๊งเพื่อนสาวไปดูหนังเรื่อง New York, I love you ของ 11 ผู้กำกับ หนึ่งในนั้นมี Natalie Portman ด้วย
หนังเรื่องนี้อยู่ในโปรเจ็คท์เดียวกันกับ Paris, Je t'aime ที่เข้าฉายไปเมื่อปีที่แล้ว พอพูดถึงแล้วก็ทำให้นึกถึงทริปล่าสุดที่บุกเดี่ยวไปปารีส
ก่อนหน้าจะไปคิดอยู่นานว่าจะไปไหนดี แต่สุดท้ายก็มาลงเอยที่นี่แหละ เพราะ Paris, Je t'aime 555
หลังเรียนจบวันที่ 14 สิงหาก็ออกจากมหา'ลัยแล้วไปไฟลท์เย็นนั้นเลย ยอมรับว่าซื้อตั๋วด้วยราคาไม่ถูกมาก ตั้ง150 ยูโรแน่ะ เพราะจองล่วงหน้าแค่เดือนเดียวแถมบินช่วง high season อีก ถ้าจะบินถูกๆแนะนำ Ryanair ค่ะ
จากมิลานมาปารีสใช้เวลาประมาณ ชั่วโมงครึ่ง ไฟลท์เราดีเลย์ (easyjet ดีเลย์บ่อยมาก) เลยมาช้ากว่ากำหนดหนึ่งชั่วโมง มาถึง Charles de Gaulle ก็ตอนเที่ยงคืนครึ่งแล้ว พอได้กระเป๋าก็มุ่งหน้าไปยังเมโทร แต่ว่าเพื่อความมั่นใจ ลองถามพนักงานดูว่ายังมีเมโทรอยู่ไหม ไปยังไง ก็ได้คำตอบมาว่า วันนี้หมดแล้ว มีแต่รถบัสกลางคืนกับแท๊กซี่เข้าเมือง
ตึงงงง!!! อ้าว ทำไงต่อวะ แต่ก็ตัดรถบัสไปเพราะว่ากลัวหลง (แค่ในกทม. ยังหลง) คืออ่านมาแต่วิธีขึ้นรถไฟว่าลงป้ายไหนต่อป้ายไหน ไม่คาดฝันว่ามันจะหมดเร็วขนาดนี้ เลยตัดสินใจขึ้นแท๊กซี่ไปแทน ไม่ไหวแล้วเหนื่อยมาก กระเป๋าก็หนัก ยอมเสียเงินแต่ไปถึงที่พักเร็วๆดีกว่า ที่พักอยู่ถนน Rue de Crimee' ชื่อ St.Christopher เลือกที่นี่เพราะเพื่อนแนะนำ เรทอยู่ในช่วง 20-30 ยูโร/คืน (dormหญิงล้วน 8 เตียง) ก็โอเคนะยังดูใหม่ๆและปลอดภัย มีวัยรุ่น backpacker เยอะด้วย
วันแรกตื่นแปดโมงมาทานอาหารเช้าฟรี แล้วก็เริ่มเข้าเมืองครั้งแรก! คนเดียว! ตื่นเต้นว่ะ! กลัวหลงทาง! คอยระวังกระป๋า! สารพัดค่ะ แต่ต้องขอบคุณ Guidebook ของ Lonely Planet อย่างยิ่ง ช่วยได้มากจริงๆ มีเส้นทางบอกหมด นั่งเมโทรในปารีสก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ในแต่ละป้ายก็จะมีสถานที่บอกว่าออกทางไหน แค่คอยสังเกตุเท่านั้นเอง ส่วนตั๋วรถไฟ เราซื้อแบบ carnet เป็นแบบ 10 ใบ ราคา 11.5 ยูโร คุ้มมากสำหรับคนที่เดินทางประมาณ 3-4 วัน ตั๋วหนึ่งใบเท่ากับหนึ่งครั้ง มีวันนึงไปหอไอเฟลล์กันกับกลุ่มที่โฮสเทล มีคนลักไก่ขาเข้า ส่วนขาออกมีตำรวจมาดักเลยโดนปรับไปซะสี่สิบยูโรเลย เป็นไงล่ะ
สถานที่แรกที่ไปเยือนคือ พิพิธภัณฑ์ Louvre ค่ะ ตั๋ว 9 ยูโรเองแต่ใช้วลาในนั้นไปคุ้มมาก สิริรวม 5 ชั่วโมงกันเลยแต่เพลินมากๆ แฮปปี้สุดๆ เดินดูผลงานจริงของศิลปินที่ชอบอย่าง Leonardo Da Vinci, Botticelli, Monet แล้วก็พวกรูปปั้นกรีกโรมันอย่าง เทพไนกี้, Venus de Milo พอตกบ่ายนัดกับรูมเมทไปเดินเล่นที่มหาวิหาร Notre Dame อากาศร้อนได้ใจค่ะช่วงสิงหานี่ ร้อนพอๆกับบ้านเราแต่แห้งๆ ควรพกขวดน้ำติดตัวไปด้วย ไปเติมตามก๊อกที่มีป้ายเขียนว่า Eau potable (น้ำดื่มได้)

![]()
![]()
พอซักห้าโมงก็กลับที่พัก แวะซื้ออาหารที่ซูเปอร์มาร์เก็ต(ปิดวันอาทิตย์)มาประทังชีวิต เพราะอาหารข้างนอกแพงเหลือหลาย
วันที่สอง รูมเมทชวนไปทัวร์กับไกด์อาสาสมัครของโฮสเทลฟรี เขาก็พาเดินกันไปเป็นกลุ่มใหญ่ เดินตั้งแต่หน้า Notre Dame ไปเรื่อยๆจนถึง Petit Palais ไกด์เจ๋งมาก เป็นคนลอนดอนแต่มาเป็นไกด์ที่นี่ อธิบายละเอียดมากและเสียงดังฟังชัด พอเสร็จพวกเราต่างพร้อมใจให้ทิปแสดงการขอบคุณ จากนั้นเราก็นั่งพักอยู่หน้า petit Palais ก็ได้คุยกับคนที่พักที่เดียวกัน เป็นป้าชาวแคนาดากับ คู่แฟนคนออสซี่ พอดีเขาจะไปประตูชัยกับหอไอเฟลล์พอดี เลยถามว่าโอเคไหมถ้าจะไปด้วย เขาก็บอกโอเคๆ เลยได้ติดสอยห้อยตามกันไป วันนั้นเป็นวันที่ทรหดมาก คือใช้ตั๋วแค่ 2 ใบไปกลับจริงๆ นอกนั้นเดินหมด 7 ชั่วโมง เท้าถึงกับบวม พอกลับมาที่พักรูมเมทชวนไปหอไอเฟลล์ตอนกลางคืนอีก เหนื่อยนะแต่อยากไป ไหนๆก็มาทั้งที่แล้ว ใช้ชีวิตให้มันคุ้มค่าไปเลยดีกว่า ตีนจะพังช่างมัน 555ต้องบอกว่า หอไอเฟลล์ตอนกลางคืนอลังการมาก พอสี่ทุ่มเขาจะเปิดไฟกระพริบระยิบระยับสวยสุดๆ ไม่รู้เปิดตลอดหรือเปล่า แต่ไม่ได้ขึ้นข้างบนเพราะว่าคนต่อคิวอย่างกับได้ขึ้นฟรี จากนั้นก็กินเครปนูเทลล่าเป็นอาหารเย็น ราคา3ยูโร ได้ข่าวว่าเมืองไทยขาย 20 บาทเท่านั้น
วันที่สาม ตั้งใจว่าวันนี้จะไปมงมาร์ท มูแลงรูจกับอาร์ทเซ็นเตอร์ปงปิดูให้ได้ พอออกมาจากห้องน้ำก็เจอชะนีอิสราเอล ชีเข้ามาคุยกับดิฉันตั้งแต่วันแรกตอนกินข้าวแล้ว ชีก็ทักตามประสาแล้วก็ถามว่าวันนี้มีแพลนจะทำอะไร พอบอกว่าจะไปมงมาร์ท ชีบอกฉันก็จะไปเหมือนกัน จริงๆชีก็ดูแปลกๆนะแต่ก็ไม่เสียหายนะถ้าจะไปด้วยกัน สรุปคุยไปคุยมาชีจะไปกับเราเพราะจะได้มีคนถ่ายรูปให้ชีนั่นเอง พร้อมกำชับให้ส่งรูปมาให้เมลชีด้วย OMG! ขึ้นเมโทรมาเจอมูแลงรูจแล้ว ตอนเช้าๆนี่ดูไม่ค่อยแจ่มเลย แล้วก็ตามแผนที่ขึ้นเขามงมาร์ท ระหว่างทางเจอบ้านที่ Van Gogh เคยอยู่ด้วย บนมงมาร์ทก็มีศิลปินวาดภาพ อารมณ์ประมาณสนามหลวงบ้านเราแล้วก็เข้าไปใน โบสถ์ Sacre Coeur สวยๆ จากนั้นก็บอกชะนีว่า ไปปงปิดูกันต่อเถอะ ชีก็บอกไปๆ แต่ขอไปช็อปปิ้งก่อนแถว La Fayette ก็ตามใจ พอถึงทีชีเหวี่ยงบอกว่า ฉันไม่ชอบงานศิลปะ ฉันขอช็อปปิ้งแทนละกัน หูยยย โคตรโมโหเลย หลอกให้กูมาส่งนี่หว่า ชีก็ซอร์รี่ๆ แต่ฉันก็สะบัดใส่เหมือนกัน ไปปงปิดูเสร็จแล้วก็เดินเล่นแถวนั้น ไปพิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ่ แต่ไม่ได้เข้า 555 อยู่แต่ข้างนอก ตอนเย็นลงมาขอเน็ตหน้าฟรอนท์บังเอิญเจอเพื่อนที่เรียนด้วยกันที่อิตาลีมาพัก เลยชวนไปมงมาร์ทตอนกลางคืน ทำให้รู้ว่า ไม่ควรเดินเล่นตอนกลางคืนที่ปารีส เพราะคนน่ากลัวมาก ไม่ได้ racist แต่คนดำเยอะจริงๆแถมทำตัวน่ากลัวอีก ชอบเดินตาม มาประชิดตัว มาแซว ต้องระวังดีๆ
สรุป ทริปนี้ถือเป็นทริปที่ทรหดแต่ก็ประทับใจมากเพราะต้องช่วยเหลือตัวเองตลอด และปารีสก็เป็นเมืองที่สวยมาก ดูเป็นเมืองแห่งศิลปะจริงๆ ไปกับคนรักก็คงโรแมนติก แต่ถ้าไปคนเดียวก็ไม่เหงาเพราะว่ามีมนตร์เสน่ห์ของปารีสอยู่รอบกายตลอด Paris, Je t'aime
edit @ 19 Oct 2009 15:23:41 by sticazzi
edit @ 19 Oct 2009 15:42:11 by sticazzi
ได้ข่าวเพิ่งเปิดตอนไปพอดี ห้างแบบประมาณพารากอน มีไฮไลท์ตรง มีสกีหิมะกลางห้าง ค่าเข้าขั้นต่ำ 75 DHS ถ้าจะไถลลงมาสูงๆ ก็เสียตังเพิ่ม มีกระเช้าลอยฟ้าด้วย ไฮโซมั่ก TMOE อยู่ห่างจากที่พักเราห้านาที ตอนดึกๆกลับมาจากทำงาน ก็แวะไปกินข้าวในนั้น ห้างปิดห้าทุ่ม ในห้างจะมีบาร์นั่งดื่มชื่อ APRES ซึ่งเป็นที่ๆอนุญาตให้ขายสุราได้อย่างถูกกฎหมาย แต่แพงมาก เบียร์ขวดเล็ก 50 DHS , Mohito 50 DHS, Long Island 80 DHS แพงกว่าเมืองไทยครึ่งต่อครึ่ง ไม่รู้ว่าจะจนหรือจะเมาก่อนดี แต่ถ้าไม่กินในผับ ก็ไม่รู้จะกินที่ไหน เพราะข้างนอก ไม่มีขาย มีอยู่วันนึงกลับบ้านเร็ว จะหาซื้อเบียร์ แม่งเดินทุกซอก ม่ายมี