เมื่อวันศุกร์ได้ควงแก๊งเพื่อนสาวไปดูหนังเรื่อง New York, I love you ของ 11 ผู้กำกับ หนึ่งในนั้นมี Natalie Portman ด้วย

หนังเรื่องนี้อยู่ในโปรเจ็คท์เดียวกันกับ Paris, Je t'aime ที่เข้าฉายไปเมื่อปีที่แล้ว พอพูดถึงแล้วก็ทำให้นึกถึงทริปล่าสุดที่บุกเดี่ยวไปปารีส

ก่อนหน้าจะไปคิดอยู่นานว่าจะไปไหนดี แต่สุดท้ายก็มาลงเอยที่นี่แหละ เพราะ Paris, Je t'aime 555

หลังเรียนจบวันที่ 14 สิงหาก็ออกจากมหา'ลัยแล้วไปไฟลท์เย็นนั้นเลย ยอมรับว่าซื้อตั๋วด้วยราคาไม่ถูกมาก ตั้ง150 ยูโรแน่ะ เพราะจองล่วงหน้าแค่เดือนเดียวแถมบินช่วง high season อีก ถ้าจะบินถูกๆแนะนำ Ryanair ค่ะ

จากมิลานมาปารีสใช้เวลาประมาณ ชั่วโมงครึ่ง ไฟลท์เราดีเลย์ (easyjet ดีเลย์บ่อยมาก) เลยมาช้ากว่ากำหนดหนึ่งชั่วโมง มาถึง Charles de Gaulle ก็ตอนเที่ยงคืนครึ่งแล้ว พอได้กระเป๋าก็มุ่งหน้าไปยังเมโทร แต่ว่าเพื่อความมั่นใจ ลองถามพนักงานดูว่ายังมีเมโทรอยู่ไหม ไปยังไง ก็ได้คำตอบมาว่า วันนี้หมดแล้ว มีแต่รถบัสกลางคืนกับแท๊กซี่เข้าเมือง ตึงงงง!!! อ้าว ทำไงต่อวะ แต่ก็ตัดรถบัสไปเพราะว่ากลัวหลง (แค่ในกทม. ยังหลง) คืออ่านมาแต่วิธีขึ้นรถไฟว่าลงป้ายไหนต่อป้ายไหน  ไม่คาดฝันว่ามันจะหมดเร็วขนาดนี้ เลยตัดสินใจขึ้นแท๊กซี่ไปแทน ไม่ไหวแล้วเหนื่อยมาก กระเป๋าก็หนัก ยอมเสียเงินแต่ไปถึงที่พักเร็วๆดีกว่า ที่พักอยู่ถนน Rue de Crimee' ชื่อ St.Christopher เลือกที่นี่เพราะเพื่อนแนะนำ เรทอยู่ในช่วง 20-30 ยูโร/คืน (dormหญิงล้วน 8 เตียง) ก็โอเคนะยังดูใหม่ๆและปลอดภัย มีวัยรุ่น backpacker เยอะด้วย

 วันแรกตื่นแปดโมงมาทานอาหารเช้าฟรี แล้วก็เริ่มเข้าเมืองครั้งแรก! คนเดียว! ตื่นเต้นว่ะ! กลัวหลงทาง! คอยระวังกระป๋า! สารพัดค่ะ แต่ต้องขอบคุณ Guidebook ของ Lonely Planet อย่างยิ่ง ช่วยได้มากจริงๆ มีเส้นทางบอกหมด นั่งเมโทรในปารีสก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ในแต่ละป้ายก็จะมีสถานที่บอกว่าออกทางไหน แค่คอยสังเกตุเท่านั้นเอง ส่วนตั๋วรถไฟ เราซื้อแบบ carnet เป็นแบบ 10 ใบ ราคา 11.5 ยูโร คุ้มมากสำหรับคนที่เดินทางประมาณ 3-4 วัน ตั๋วหนึ่งใบเท่ากับหนึ่งครั้ง มีวันนึงไปหอไอเฟลล์กันกับกลุ่มที่โฮสเทล มีคนลักไก่ขาเข้า ส่วนขาออกมีตำรวจมาดักเลยโดนปรับไปซะสี่สิบยูโรเลย เป็นไงล่ะ

สถานที่แรกที่ไปเยือนคือ พิพิธภัณฑ์ Louvre ค่ะ ตั๋ว 9 ยูโรเองแต่ใช้วลาในนั้นไปคุ้มมาก สิริรวม 5 ชั่วโมงกันเลยแต่เพลินมากๆ แฮปปี้สุดๆ เดินดูผลงานจริงของศิลปินที่ชอบอย่าง Leonardo Da Vinci, Botticelli, Monet แล้วก็พวกรูปปั้นกรีกโรมันอย่าง เทพไนกี้, Venus de Milo พอตกบ่ายนัดกับรูมเมทไปเดินเล่นที่มหาวิหาร Notre Dame อากาศร้อนได้ใจค่ะช่วงสิงหานี่ ร้อนพอๆกับบ้านเราแต่แห้งๆ ควรพกขวดน้ำติดตัวไปด้วย ไปเติมตามก๊อกที่มีป้ายเขียนว่า Eau potable (น้ำดื่มได้)

พอซักห้าโมงก็กลับที่พัก แวะซื้ออาหารที่ซูเปอร์มาร์เก็ต(ปิดวันอาทิตย์)มาประทังชีวิต เพราะอาหารข้างนอกแพงเหลือหลาย

วันที่สอง รูมเมทชวนไปทัวร์กับไกด์อาสาสมัครของโฮสเทลฟรี เขาก็พาเดินกันไปเป็นกลุ่มใหญ่ เดินตั้งแต่หน้า Notre Dame ไปเรื่อยๆจนถึง Petit Palais ไกด์เจ๋งมาก เป็นคนลอนดอนแต่มาเป็นไกด์ที่นี่ อธิบายละเอียดมากและเสียงดังฟังชัด พอเสร็จพวกเราต่างพร้อมใจให้ทิปแสดงการขอบคุณ จากนั้นเราก็นั่งพักอยู่หน้า petit Palais ก็ได้คุยกับคนที่พักที่เดียวกัน เป็นป้าชาวแคนาดากับ คู่แฟนคนออสซี่ พอดีเขาจะไปประตูชัยกับหอไอเฟลล์พอดี เลยถามว่าโอเคไหมถ้าจะไปด้วย เขาก็บอกโอเคๆ เลยได้ติดสอยห้อยตามกันไป วันนั้นเป็นวันที่ทรหดมาก คือใช้ตั๋วแค่ 2 ใบไปกลับจริงๆ นอกนั้นเดินหมด 7 ชั่วโมง เท้าถึงกับบวม พอกลับมาที่พักรูมเมทชวนไปหอไอเฟลล์ตอนกลางคืนอีก เหนื่อยนะแต่อยากไป ไหนๆก็มาทั้งที่แล้ว ใช้ชีวิตให้มันคุ้มค่าไปเลยดีกว่า ตีนจะพังช่างมัน 555ต้องบอกว่า หอไอเฟลล์ตอนกลางคืนอลังการมาก พอสี่ทุ่มเขาจะเปิดไฟกระพริบระยิบระยับสวยสุดๆ ไม่รู้เปิดตลอดหรือเปล่า แต่ไม่ได้ขึ้นข้างบนเพราะว่าคนต่อคิวอย่างกับได้ขึ้นฟรี จากนั้นก็กินเครปนูเทลล่าเป็นอาหารเย็น ราคา3ยูโร ได้ข่าวว่าเมืองไทยขาย 20 บาทเท่านั้น

วันที่สาม ตั้งใจว่าวันนี้จะไปมงมาร์ท มูแลงรูจกับอาร์ทเซ็นเตอร์ปงปิดูให้ได้ พอออกมาจากห้องน้ำก็เจอชะนีอิสราเอล ชีเข้ามาคุยกับดิฉันตั้งแต่วันแรกตอนกินข้าวแล้ว ชีก็ทักตามประสาแล้วก็ถามว่าวันนี้มีแพลนจะทำอะไร พอบอกว่าจะไปมงมาร์ท ชีบอกฉันก็จะไปเหมือนกัน จริงๆชีก็ดูแปลกๆนะแต่ก็ไม่เสียหายนะถ้าจะไปด้วยกัน สรุปคุยไปคุยมาชีจะไปกับเราเพราะจะได้มีคนถ่ายรูปให้ชีนั่นเอง พร้อมกำชับให้ส่งรูปมาให้เมลชีด้วย OMG! ขึ้นเมโทรมาเจอมูแลงรูจแล้ว ตอนเช้าๆนี่ดูไม่ค่อยแจ่มเลย แล้วก็ตามแผนที่ขึ้นเขามงมาร์ท ระหว่างทางเจอบ้านที่ Van Gogh เคยอยู่ด้วย บนมงมาร์ทก็มีศิลปินวาดภาพ อารมณ์ประมาณสนามหลวงบ้านเราแล้วก็เข้าไปใน โบสถ์ Sacre Coeur สวยๆ จากนั้นก็บอกชะนีว่า ไปปงปิดูกันต่อเถอะ ชีก็บอกไปๆ แต่ขอไปช็อปปิ้งก่อนแถว La Fayette ก็ตามใจ พอถึงทีชีเหวี่ยงบอกว่า ฉันไม่ชอบงานศิลปะ ฉันขอช็อปปิ้งแทนละกัน หูยยย โคตรโมโหเลย หลอกให้กูมาส่งนี่หว่า ชีก็ซอร์รี่ๆ แต่ฉันก็สะบัดใส่เหมือนกัน ไปปงปิดูเสร็จแล้วก็เดินเล่นแถวนั้น ไปพิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ่ แต่ไม่ได้เข้า 555 อยู่แต่ข้างนอก  ตอนเย็นลงมาขอเน็ตหน้าฟรอนท์บังเอิญเจอเพื่อนที่เรียนด้วยกันที่อิตาลีมาพัก เลยชวนไปมงมาร์ทตอนกลางคืน ทำให้รู้ว่า ไม่ควรเดินเล่นตอนกลางคืนที่ปารีส เพราะคนน่ากลัวมาก ไม่ได้ racist แต่คนดำเยอะจริงๆแถมทำตัวน่ากลัวอีก ชอบเดินตาม มาประชิดตัว มาแซว ต้องระวังดีๆ

สรุป ทริปนี้ถือเป็นทริปที่ทรหดแต่ก็ประทับใจมากเพราะต้องช่วยเหลือตัวเองตลอด และปารีสก็เป็นเมืองที่สวยมาก ดูเป็นเมืองแห่งศิลปะจริงๆ ไปกับคนรักก็คงโรแมนติก แต่ถ้าไปคนเดียวก็ไม่เหงาเพราะว่ามีมนตร์เสน่ห์ของปารีสอยู่รอบกายตลอด Paris, Je t'aime

 

edit @ 19 Oct 2009 15:23:41 by sticazzi

edit @ 19 Oct 2009 15:42:11 by sticazzi

ได้ฤกษ์อัพ Entry ใหม่แล้ว วู้วๆ

ก่อนอื่นต้องขอ Happy New Year ทุกๆคนเลยนะคะ คิดอะไรก็ขอให้สมพรปรารถนากันทุกคนจ้ะ

หยุดปีใหม่นี้ เราได้แพลนทริปไว้ตั้งแต่นู่น กันยา โดยส่วนตัวเป็นคนชอบทะเล โดยเฉพาะ ทะเลใต้

เลยสวนกระแส ในขณะที่คนอื่นแอ่วเหนือ เราแล่งใต้ค่า

ปีใหม่ปีที่แล้ว เพื่อนเราคนนึงมาเที่ยวเมืองไทย ก่อนกลับประเทศ เขาก็เอารูปมาโชว์ แล้วมีอยู่ที่นึง เราเห็นแล้วแบบสวยมากๆ เราเลยถามว่าที่ไหน

เพื่อนก็บอก "ยูรู้จักพัทยามั้ย?"

เรา "เอ้ย จริงหรอวะ ใสขนาดนั้นเลยหรอ ยูหมายถึงจังหวัดไหน พัทยาที่อยู่ใกล้แบงค็อกรึป่าว "

แล้วซักพักเพื่อนก็บอกว่า "โน อยู่จังหวัดสตูล อยู่บนเกาะ ลิเป" (เพื่อนออกเสียงอย่างงี้)

เราก็คิด เอาละ กูต้องไปเกาะนี้ให้ได้ พอกลับบ้านก็ search google ว่า "เกาะลิเป"

ไม่มีครับ ขึ้นมาว่า "หลีเป๊ะ" แทน เราก็ อ๋อ เกาะนี้เอง ได้ยินมานานว่า เป็นมัลดีฟส์ไทย

ตอนแรกที่คิดไว้ อยากไปทะเล แต่มีคนบอกจะไปลาว สุดท้ายทริปดันล่มซะงั้น เราเลย เออ ไปหลีเป๊ะเนี่ยแหละ

ไม่รอช้า เรารีบหาทัวร์หลีเป๊ะ ที่หาทัวร์เพราะ

1.) เราไม่รู้ว่าที่น่าเที่ยวของทะเลสตูลมีที่ไหน นอกจาก หลีเป๊ะ

2.) ประหยัดงบกว่าเราไปกันเอง เพราะมันรวมหมด ค่าทัวร์อาจจะดูแพง

แต่ลองมาคำนวณกับการ backpack มาเอง มันถูกกว่าจริงๆ

สรุปเราก็เลือกมาเที่ยวกับเว็บ Thai route club เลือกแบบ 4วัน 3คืน นอนที่หาดพัทยา เกาะหลีเป๊ะ

ทริปของเราทรหดมากตรงที่ นั่งรถทัวร์ กทม - สตูล 13 ชั่วโมง , ต่อรถ สตูล -ท่าปากบารา ครึ่ง ชม,

ปากบารา - หลีเป๊ะ 2 ชม (เรือเฟอร์รี่) เพราะประหยัดงบ แต่เมื่อยน่าดูว่ะ

__________________________________________________________

30 ธันวา : แวะถ่ายรูปก่อนที่ เกาะไข่ เอกลักษณ์ของเกาะก็คือ เป็นซุ้ม ลอดได้

เขาบอกว่า ถ้าคู่ไหนมาลอดจะได้แต่งงานกัน (ต้องเป็นเนื้อคู่นะ แต่เราก็ไม่ได้ลอดว่ะ ฮ่าๆๆ)

 

อุทยานแห่งชาติ ตะรุเตา พี่ไกด์ใจดี ชาวละงู ก็พาเราเที่ยวชมรอบอุทยาน แถมมาถึง พาเราขึ้นเขาไปจุดชมวิว

หลังจากนั้นอีกสามวัน เท้าพวกเราแทบจะไม่ได้เหยียบพื้นเลยตอนกลางวัน เพราะพี่ไกด์พาดำน้ำทั้งวัน ตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น เหนื่อยแต่คุ้มมาก

 

 

 

 

 

 

ผจญภัย ณ เมืองแขก: Dubai & Abu Dhabi

posted on 14 Nov 2008 11:36 by sticazzi  in Travel

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เพิ่งกลับมาจากทริปจำเป็น ณ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates หรือ U.A.E.) จุดประสงค์หลักที่ไปคือ ไปทำงาน เลยไม่ค่อยได้เที่ยวลัลล้าเท่าที่ควร แต่ก็ยังดี เพราะทำให้ได้ออกไปเจอโลกกว้าง มีโอกาสได้เจอประสบการณ์ใหม่ๆทั้งที่น่าจดจำและน่าลืมเลือน ต้องขอขอบคุณบริษัทมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

 

ก่อนอื่นขอแนะนำประเทศนี้ก่อน

ประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เกิดขึ้นจาก รัฐใหญ่ของตะวันออกกลางทั้งหมด 7 รัฐ ตั้งอยู่บนอ่าวเปอร์เซีย ติดกับประเทศโอมานและซาอุดิ อาระเบีย รัฐที่ว่ามาทั้งเจ็ด ที่รู้จักกันดีมีอยู่ 2 รัฐคือ ดูไบ และ อะบูดาบี (เหมือน อะโบดาเบ มั้ย) เพิ่งรวมกันเป็นประเทศมาได้แค่ 35 ปีเอง

ประเทศนี้ขึ้นชื่อว่า เป็นอภิมหาเศรษฐีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้จึงมีการจัดงานนิทรรศการแสดงสินค้าและธุรกิจเกี่ยวกับประเภทนี้อยู่บ่อยๆ งานคราวนี้ที่บริษัทส่งไปดูแลคือ งาน A D I P E C 2008 จัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติ กรุง อะบูดาบี ที่เพิ่งเปิดใหม่สดๆซิงๆ แถมยังสร้างไม่เรียบร้อยอีก และขนาดพิ้นที่ อย่าให้เซด เดินกันลิ้นห้อยเลยทีเดียว

บ่ายวันที่ 29 ตุลา เครื่องลงจอดที่ กรุง อะบูดาบี แต่ที่พักอยู่ ดูไบ ระยะทางระหว่างสองรัฐนี้ห่างกัน ประมาณ ร้อยยี่สิบ กิโลเมตร ใช้เวลา ชั่วโมงครึ่ง โดยรถยนต์ เรานั่งแท๊กซี่จากสนามบินมา ค่ารถจิ๊บๆไม่แพงแค่ 400 Dirham เท่านั้นเอง (1 DHS = 9.5บาท) พูดได้ดิ ไม่ใช่ตังตัวเอง

พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ ก็แน่นอนว่า ต้องเป็นทะเลทราย เพราะมีน้ำมัน เออ นั่นดิ ทำไมต้องคู่กัน

ปลายตุลา เขาบอกว่าเป็นช่วงต้นหน้าหนาว อากาศก็พอๆกับบ้านเรา แต่ร้อนแบบแห้งๆ ไม่มีเหงื่อ มีลมนิดหน่อย

คนในพื้นที่เล่าว่า ถ้าหน้าร้อน ออกจากบ้านไม่ได้เลย ไหม้แน่นอน ส่วนหน้าหนาวก็หนาวมาก เหมือนลำปาง

ประชากรส่วนใหญ่จะปะปนกันไป มีทั้ง พวกคนอาหรับเจ้าของประเทศ  เลบานอน อินเดีย เอเชีย เช่น ฟิลิปปินส์ จีน นี่จะเป็นพวกอพยพมาทำงานเป็นลูกจ้าง เยอะมาก และฝรั่ง ที่มาทำงานและเป็นนักท่องเที่ยว คนที่นี่พูดภาษาอังกฤษได้กันเกือบหมด ส่วนอาหรับเป็นภาษาใช้กันส่วนตัว ที่นี่รายได้ถือว่าไม่สูงแต่ตลาดแรงงานต้องการคนเป็นจำนวนมากเพราะดูไบเพิ่งเริ่มสร้างเป็นเมืองท่องเที่ยวเพิ่งจะ 3 ปีเท่านั้น ตึกอาคารก็ยังใหม่ไฮโซอลังการดาวล้านดวง

พูดถึงตึกที่ผุดขึ้นมาเป็นพันๆ มีตึกหนึ่งที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีในฐานะสัญลักษณ์ของดูไบ คือ " BURJ AL ARAB "  ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมหรูเจ็ดดาว Burj ในภาษาอาหรับแปลว่า หอคอย ส่วน Al Arab หมายถึง The Arab แปลรวมๆก็คือ หอคอยของอาหรับ นั่นเอง ลักษณะเด่นของโรงแรมนี้คือ มีรูปร่างคล้ายเรือใบตระหง่านกลางทะเล แถวชายหาด Jumeirah ออกแบบโดย สถาปนิกชาวฝรั่งเศส ค่าที่พักเริ่มตั้งแต่ 8,500 DHS จนหลักหมื่น บวก VATอีก 16 %  ไปนอนกันซักคืนมั้ย กลับมาคงต้องขายบ้านทิ้ง ตอนนี้ดูไบกำลังสร้างตึกใหม่ที่สูงสุดในโลกชื่อว่า Burj Dubai แบบนั่งรถผ่านเห็นของจริง ดูน่ากลัวๆไงไม่รู้ คดเคี้ยวมาก

ทะเลที่นู่น สีน้ำเงินครามมาก สวยแต่ไม่ได้ลงไปเล่นน้ำ ได้เดินย่ำทรายประมาณห้านาทีแล้วก้เดินวอล์คกิ้งสตรีทหาอะไรกิน อาหารที่นี่ ถ้าในเมืองก็เป็นอาหารอเมริกัน อิตาเลียน มีญี่ปุ่น จีน ประปราย รสชาติก็แบบเฉยๆอะ บ้านเราทำอร่อยกว่า แต่ที่นู่นได้จานใหญ่กว่า สลัดจานละประมาณ 50 DHS ขึ้นไป ส่วนสเต็กก็ 70 - 100++ ออกไปกินตามร้าน ควรจะเอาเงินติดตัวคนละ 120 DHS ประมาณนี้ต่อมื้อ

 

ห้างที่มีชื่อเสียงของดูไบก็คือ The Mall of the Emirates และ Mall Dubai อันหลังนี่ไม่ได้ไปเพราะอยู่ไกล เสียดายได้ข่าวเพิ่งเปิดตอนไปพอดี ห้างแบบประมาณพารากอน มีไฮไลท์ตรง มีสกีหิมะกลางห้าง ค่าเข้าขั้นต่ำ 75 DHS ถ้าจะไถลลงมาสูงๆ ก็เสียตังเพิ่ม มีกระเช้าลอยฟ้าด้วย ไฮโซมั่ก TMOE อยู่ห่างจากที่พักเราห้านาที ตอนดึกๆกลับมาจากทำงาน ก็แวะไปกินข้าวในนั้น ห้างปิดห้าทุ่ม ในห้างจะมีบาร์นั่งดื่มชื่อ APRES ซึ่งเป็นที่ๆอนุญาตให้ขายสุราได้อย่างถูกกฎหมาย แต่แพงมาก เบียร์ขวดเล็ก 50 DHS , Mohito 50 DHS, Long Island 80 DHS แพงกว่าเมืองไทยครึ่งต่อครึ่ง ไม่รู้ว่าจะจนหรือจะเมาก่อนดี แต่ถ้าไม่กินในผับ ก็ไม่รู้จะกินที่ไหน เพราะข้างนอก ไม่มีขาย มีอยู่วันนึงกลับบ้านเร็ว จะหาซื้อเบียร์ แม่งเดินทุกซอก ม่ายมี

ในประเทศนี้ ไม่มีหมูและเครื่องดื่มมึนเมาขาย กลับมาหลายคนทักว่าผอมลง ใช่สิ อาหารแบบว่า แบดถั่วมาก ใครอยากผอมให้ไปเที่ยวที่นี่ซะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 14 Nov 2008 15:32:23 by sticazzi

edit @ 15 Nov 2008 21:37:56 by sticazzi